สถิติ
เปิดเมื่อ28/06/2011
อัพเดท26/07/2011
ผู้เข้าชม87697
แสดงหน้า105788
ว่ากันด้วยเรื่องของ In-Ear Monitor
แบ่งปันให้เพื่อน เมื่อ 28/06/2011 อ่าน 5362 | ตอบ 2
เหตุผลหลักๆที่ผมมาเขียนบทความเกี่ยวกับ In-Ear Monitor เกิดจากการที่เห็นประชาชนคนไทยหลายๆหน่อหลายๆท่านใช้หูฟังแบบมีจุกอุดหูหรือที่เราเรียกว่า In-Ear ในการฟังเพลงหรือแม้แต่เป็นหูฟังธรรมดานั่นล่ะแต่มีการคล้องผ่านท้ายทอยพาดหลังใบหูเหมือนแบบ In-Ear ที่ ศิลปินใช้เป๊ะๆ แถมบางคนลงทุนขนาดซุกสายหูฟังเข้าไปในเสื้ออีกต่างหาก ไม่รู้ว่าเทรนนี้มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหนผมไม่รู้สึกตัวถึงการเปลี่ยน แปลงนี้จริงๆ ทั้งๆที่สมัยก่อนการเดินไปใส่หูฟังฟังเพลงไปก็ไม่ต้องจะทำอะไรให้ยุ่งยาก ขนาดซุกสายเข้าไปในเสื้อผ้าขนาดนี้ และเหตุผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั่นก็คือ อ.โยธินเคยเขียนบทความเกี่ยวกับระบบมอนิเตอร์ไว้เมื่อนานมาแล้วและได้เคย เกริ่นถึง In-Ear Monitor (จากนี้จะเรียกย่อๆว่า IEM) ไว้นิดหน่อยเลยถือเป็นช่องโหว่ให้ผมซึ่งสิ้นไร้ไม้ตอกหาหัวเรื่องมาเขียนไม่ได้มาสวมรอยสานต่อให้เสร็จนั่นเอง 555+

ถ้าจักถามว่าโตติงต๊องเคยใช้งานระบบ IEM บ่อย ขนาดไหนขอตอบเลยว่าไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่นัก(แต่ระบบที่มีไว้ปล่อยเช่าเองน่ะ ใช้บ่อยมากกกกกก) เดือนนึงจะเจอทีสักสองงานซึ่งปรกติแล้วจะมาจากศิลปินค่ายเพลงเอามาเอง มากกว่า แต่การทำงานมันก็ไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญแต่อย่างไร เพียงแค่กายวิภาคของมัน (รูปแบบและประเภท) รวมไปถึงรายละเอียดปลีกย่อยมันเยอะพอตัวเลยทำให้ศิลปินไทยบางคนไม่กล้าที่จะ ใช้เพราะความไม่รู้ก่อให้เกิดความกลัว แม้แต่ตอนนี้โตติงต๊องเองก็ใช้ IEM ในการทำซาวด์เช่นเดียวกันเพราะ In-Ear มันพกง่ายไม่เทอะทะเหมือนกับหูฟังทั่วๆไป และด้วยคุณสมบัตินี้นี่แหละที่สามารถทำให้ผมค้างคืนนอกบ้านได้นานขึ้นอีก 2 คืนด้วยกระเป๋าสะพายพาดบ่าใบเดียวเพราะเอาที่ว่างของหูฟังทั่วไปมายัดใส่กางเกงในกับเสื้อกล้ามเพิ่มไงครับ 555+
แต่ถ้าจะบอกว่าข้อดีของ IEM มันมีแค่นี้เห็นทีมันก็คงไม่ถูกต้องนัก รายละเอียดปลีกย่อยของ IEM จะถูกอธิบายอย่างจริงจัง (หรือไม่?) ในย่อหน้าต่อจากนี้นั่นล่ะครับ

เส้นทางแห่ง IEM
IEM มันก็คือหูฟังชนิดนึงนั่นแหละ เพียงแต่มันมีข้อดีคือมีส่วนที่ยื่นติดเข้าไปในรูหูของเราเพื่อป้องกันเสียงรบกวนซึ่งโดยปรกติแล้วมักจะถูกใช้ในหลายๆส่วนอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นศิลปินเอย นักแสดงเอย ผู้ประกาศข่าวเอย หรือแม้แต่นักฟังเพลงตัวยงที่ต้องการรายละเอียดที่ครบถ้วนที่สุด ดังนั้นหูฟังชนิดนี้แต่เดิมสามารถเรียกได้ว่าเป็นแค่ IE (In-Ear) เท่านั้น เพียงแต่เมื่อมีการริเริ่มนำมาใช้ในวงการบันเทิงถึงได้เติมคำว่า M (Monitor) ลงไปเพื่อสื่อความหมายว่าเป็นหูฟังแบบสอดเข้ารูหูใช้งานสำหรับตรวจสอบเสียงครับ
การเริ่มประยุกต์ใช้ IE กับการแสดงของศิลปินบนเวทีแสดงสดนั้นเกิดขึ้นมาจากระบบเดิมๆคือตู้ลำโพงมอนิเตอร์หน้าเวที (Wedges) ซึ่งมีข้อเสียดังต่อไปนี้ (ผมพูดแต่ข้อเสียนะครับข้อดีไว้ว่ากันอีกทีหนึ่งถ้าต้องใช้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่างานคอนเสิร์ตควรจะเป็น IEM ทั้งหมดเช่นกัน)
1.Wedges มีความดังหรือ SPLสูงมากเพราะจะต้องแข่งกับเสียงเครื่องดนตรีบนเวทีไปถึงหูของผู้ฟัง
2.Wedges แต่ ละจุดบนเวทีในงานระดับเริ่มจะเป็นมืออาชีพจะถูกป้อนสัญญาณที่ต่างกันตามความ ต้องการของนักดนตรีแต่ละคนปัญหาใหญ่ของข้อนี้อยู่ที่นักร้องเพราะถ้าเดินไป ด้านซ้ายฟังเสียงมอนิเตอร์เป็นเสียงนึง ทางขวาอีกเสียงหนึง แล้วมันจะร้องออกได้ยังไงล่ะครับกลายเป็นว่าคราวนี้นักดนตรีแต่ละคนตอ้งอยู่หน้าตู้มอนิเตอร์ของตัวเองเท่านั้นแล้วงั้นหรือ?
3.Wedges เสี่ยงต่อการเกิดปัญหา Feedback หรือ เสียงหอนเนื่องจากจะต้องเร่งสัญญาณบางช่องให้ดังมากพอจะให้ได้ยินได้ชัด เพื่อการแสดงที่ไม่ติดขัดหรือกระอักกระอ่วน อันนี้นักร้องก็มีปัญหาที่สุดเช่นกันเพราเมื่อไม่ได้ยินเสียงตัวเองก็ร้อง ไม่ออก พอขอมอนิเตอร์เพิ่มมากขึ้นก็วิ้งว้าง
4.จากข้อ 3 การใช้ Graphic Equalizer ช่วยในการตัดความถี่ที่เป็นปัญหามักส่งผลให้นักดนตรีไม่สามารถรับรู้โน๊ตบางตัวได้ ซึ่งโน๊ตพวกนั้นเป็น Center Frequency ของจุดตัดนั่นเอง
5.Wedges หากนำมาใช้กับเวทีขนาดเล็กที่เครื่องดนตรีอยู่ชิดติดกันมากๆ จะส่งผลให้เสียงมอนิเตอร์ล้นทับ PA เนื่องจากนักดนตรีจะต้องการมอนิเตอร์ที่มีความชัดมากพอที่จะกลบเสียงเครื่องดนตรีที่ตนไม่ต้องการจะฟังได้
6.Wedges ส่งผลให้นักดนตรีสูญเสียการได้ยินอย่างรวดเร็ว
จากปัญหาทั้ง 6 ข้อนี้จึงเป็นจุดกำเนิดของ IEM บุกเบิกโดยบริษัท Ultimate Ears ที่เริ่มคิดค้นการนำแคบซูลกำเนิดเสียงใส่เข้าไปในกรอบพลาสติกที่หล่อขึ้นพอดีใบหูนักแสดงซึ่งกลายเป็นที่นิยมของศิลปินส่วนใหญ่ในขณะนี้
 
จริงหรือไม่ ใช้ IEM แล้วหูตึงเร็ว?
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง โต ติงต๊องคงไม่ใช้ IEM สำ หรับทำซาวด์หรอกครับ ถ้าบางท่านที่รู้จักผมอย่างใกล้ชิดจะพอทราบว่าขณะนี้หูข้างขวาของผมสามารถ รับรู้ความถี่ต่ำได้น้อยกว่าข้างซ้ายประมาณ 4dB แล้วทำไมผมยังคงใช้ IEM อีกล่ะในเมื่อหูของผมเสียไปบ้างแล้ว?
ผมเข้าตรวจวัดการได้ยินที่โรงพยาบาลทุกๆ 6 เดือนตามแพ็คเก็จสุดประหยัดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งผมได้ใช้ IEM มาประมาณเกือบๆปีแล้วผลปรากกฏว่าประสาทหูผมยังคงบกพร่องอยู่เท่าเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง นั่นเกิดจาการที Audiologist แนะนำให้ผมใช้ IEM ทำงานนั่นล่ะครับ คอนเซปมันไม่มีอะไรครับนอกจาก
“มนุษย์ ทุกคนเมื่อฟังเพลงในความดังเท่าเดิมไปสักพักแล้วจะเกิดความเคยชิน จึงเป็นเหตุผลที่ต้องใช้ความดังของเสียงที่มากขึ้นเพื่อคงความสุนทรีย์เท่า เดิมเอาไว้ กว่าจะรู้ตัวก็เปิดดังกว่าเดิมไปไหนต่อไหนหูเลยเริ่มตึง คล้ายๆกับการใส่กบลงไปในน้ำเย็นที่ค่อยๆต้มให้เดือดนั่นเอง”
จากคำแนะนำของ Audiologist ก็ สอดคล้องกับทัศนะของผมด้านบนนี้ทุกประการ ปัญหาของการสูญเสียการได้ยินไม่ได้เกิดจากชนิดของหูฟังหรือลำโพงแต่อย่างใด ขึ้นอยู่กับพลังงานหรือความดังที่หูคุณได้รับต่างหาก ดังนั้นการใช้ IEM เปรียบ เสมือนดาบสองคมจริงๆ ข้อดีของมันก็คือคุณจะตกอยู่ในสภาวะเกือบไร้เสียงรบกวนจากภายนอกแต่ถ้ายัง ยึดติดกับความเคยชินเร่งขึ้นไปเรื่อยๆ มันจะทำให้หูคุณตึงได้เร็วกว่าฟังจากลำโพงแน่นอน เพราะคราวนี้สัญญาณเสียงไม่ได้วิ่งเข้าหูด้วยระยะห่างที่มากอีกต่อไป มันอยู่ในหูคุณเลยครับห่างจากแก้วหูคุณไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น
การใช้งาน IEM ของ นักดนตรีกับมือซาวด์เพื่อจุดมุ่งหายเดียวกันนั่นก็คือเพื่อป้องกันเสียง รบกวนจากภายนอก ลองนึกภาพตามผมดูก็ได้ครับว่าถ้าหากคุณจะต้องไป mix ที่ด้านข้างเวทีติดกับกลองหรือตู้กีตาร์ การใช้หูฟังแบบปิดทั่วๆไปจะไม่ค่อยเพียงพอเท่าไหร่นักเพราะอย่างเซียนบีบขมับอย่าง DT770 PRO ยังสามารถป้องกันได้เพียง 13dB เท่านั้น แต่ถ้าคุณใช้ IEM ในการทำงานจะมีความง่ายดายกว่ามากเพราะสามารถลดเสียงรบกวนได้ถึง 20dB ขึ้นไปเลยทีเดียว

คุณสมบัติปลีกย่อยของ IEM
อยากอธิบายส่วนประกอบหลักๆของ IEM จริงๆเพียงแต่หารูปประกอบไม่ได้ เอาเป็นว่าส่วนประกอบของมันมีดังต่อไปนี้...
1.Balanced Armature Driver – มัน ก็คือลำโพงชนิดหนึ่ง ซึ่งแตกต่างกับลำโพงทั่วๆไปทั้งเป็นตู้และหูฟังก็คือขนาดและรูปร่างที่เล็ก กระทัดรัดกว่าซึ่งหาได้จากใน  โทรศัพท์มือถือของทุกท่านนั่นเอง แต่ไม่ได้แปลว่าเสียงมันไม่ดีนะ
2.Miniature X-Over Network เป็นวงจร passive เหมือนกับแผ่นที่อยู่ในตู้ลำโพงนั่นล่ะครับ ใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กกว่าเท่านั้น เพื่อแยกความถี่เข้าหา Driver แต่ละดอก, filter บางความถี่ออกไป หรือแม้แต่เอาไว้ปรับโทนเสียงโดยรวมก็ได้
3.Filter เป็นสิ่งที่มีกายภาพเหมือนกับจุกสำลีอุดเอาไว้ที่ Canal(ท่อส่งเสียงจาก Driver ใน IEM แต่ ละตัว) มีคุณสมบัติในการดูดซับหรือปล่อยผ่านความถี่บางย่านเป็นการกรองความถี่ที่ ไม่ต้องการออกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสียงจะเข้ารูหูของเรา
จากส่วนประกอบเหล่านี้เราสามารถเปรียบเทียบ IEM กับลำโพงได้เลยเนื่องจากหลักการทำงานมันก็ประกอบไปด้วย Driver เหมือนกัน (แต่ต่างชนิดนะจ๊ะ ที่ได้อธิบายไปด้านบนนั่นล่ะ) ดังนั้นจำนวน Driver ต่อข้างก็สามารถเป็นได้ทั้ง Full-Range ถึง 4-Way ต่อข้างเลยล่ะ ราคาก็ตามๆกันไปซึ่ง Full-Range ราคาก็เริ่มต้นที่ไม่กี่ร้อยจนถึงหมื่น ส่วน 3-way ที่โต ติงต๊องมีไว้ใช้เองก็หมื่นกลางๆล่ะครับทว่าจำนวน Driver ไม่ได้แปลว่ายิ่งมากเสียงยิ่งดียิ่งละเอียดนะครับ Full-Range Driver บางรุ่นก็มีราคาสูงเฉียดหมื่นอย่าง Etymotic ER4P ซึ่งเป็น Full-Range ที่ให้เสียงละเอียดและธรรมชาติที่สุดในตระกูล Driver เดี่ยวราคาก็เกือบๆหมื่นเหมือนกันเอา เป็นว่าถ้าจะเลือกเอามาใช้ก็ไปลองฟังเลยครับ ถ้าร้านไหนไม่ให้คุณลองเสียงอย่าไปซื้อครับ หาตัวที่คุณถูกใจดูตังในกระเป๋าแล้วค่อยตัดสินใจดีกว่า
อีก ประเภทเป็นอะไรที่แพงขึ้นไปอีกซึ่งหูฟังคู่นั้นเมื่อซื้อแล้วเราไม่สามารถไป ขายให้ใครหรือให้ใครใช้ได้อีกเพราะมันออกแบบมาให้เฉพาะพอดีกับตัวคุณ นั่นคือ Custom Molded IEM นั่นเอง...

Custom Fitted / Custom Molded IEM หูคู่นี้ใช้ได้คนเดียวในโลก!
เวลา เราไปเห็นศิลปินกำลังแสดงบนเวทีแล้วเห็นนักร้องใส่หูฟังแบนๆ เป็นสีๆ สีครีมบ้าง แดงบ้าง น้ำเงินบ้าง ไม่มียี่ห้อบนหู และที่สำคัญหูฟังของเขาปิดรูหูจนหมด จงระลึกได้ในทันทีเลยว่าเขาลงทุนใช้ Custom Molded IEM กันซึ่งอุปกรณ์ภายในเหมือนกันกับ IEM ทั่วไปทั้งหมดแต่ตัวถังจะถูกออกแบบเฉพาะคนครับ
Custom Molded IEM นั้น เกิดจากเจ้าของหูฟังคู่นั้นไปอัดซิลิโคนพิมพ์หูมา ขั้นตอนคล้ายๆกันกับที่คุณไปดัดฟันแล้วเขาขอพิมพ์ฟันนั่นล่ะ แล้วส่งชิ้นงานที่พิมพ์ลักษณะทั้งหมดของใบหูเราไปที่โรงงานผู้ผลิตซึ่งใน ประเทศไทยยังไม่มีใครสามารถทำ Custom Molded IEM ได้ ส่วนยี่ห้อใหญ่ๆที่คนนิยมกันมักจะเป็น Sensaphonic, Ultimate Ears, Westone และยังมียี่ห้ออื่นๆจากหลายแหล่งกำเนิดโผล่ขึ้นมาอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจากประเทศจีนที่ใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศแต่สามารถทำ Custom Molded IEM ออกมาได้ด้วยคุณภาพทางกายภาพและเสียงที่ไม่อายใครเลยทีเดียว

ทำไมจะต้องใช้ Custom Molded IEM?
ต้องยอมรับว่าเกี่ยวกับความเท่ห์อย่างแน่นอนส่วนหนึ่งล่ะ แต่ข้อดีของ Custom Molded มีดังต่อไปนี้จ้า
1.กันเสียงรบกวนภายนอกได้ตั้งแต่ 25dB ขึ้นไปซึ่งมากกว่า IEM ทั่วๆไป
2.ป้องกัน Occlusion Effect (จะอธิบายในหัวข้อต่อไป)
3.เสียงดีกว่า IEM ทั่วไปสเปกเท่ากันเพราะไม่ต้องใช้จุกยาง
4.เท่ห์ไงจ๊ะ 555+
แต่อย่าลืมนะครับว่าราคา Custom Molded IEMนั้นมีราคาสูงกว่า IEM ปรกติเป็นเท่าตัวเลยล่ะครับ ถ้าคุณต้องการสั่งทำ Custom ซึ่งมีคุณสมบัติ 3-ways เหมือน IEM ทั่ว ไปคุณจะต้องเสียเงินไปกว่าสามสี่หมื่นบาทเลยล่ะครับสำหรับผู้ผลิตชื่อดัง แต่อาจจะลดลงมาเหลือสองหมื่นกลางๆถ้าสั่งทำจากผู้ผลิตรายย่อย ซึ่ง Custom มักจะเป็นที่นิยมในบรรดา Audiophile ที่ต้องการหูฟังที่รายละเอียดสูงมากๆ และป้องกันสัญญารรบกวนได้ดีเยี่ยมและอีกอาชีพหนึ่งที่ต้องการใช้หูฟังชนิดนี้มากที่สุดคือ “นักร้อง”ครับ มันเกิดจาก Occlusion Effect ที่กล่าวมาข้างต้นครับ
 
Occlusion Effect
คุณ เคยเอานิ้วคุณอุดรูหูตัวเองทั้งสองข้างหรือไม่ ลองทำดูแล้วลองพูดหรือเคี้ยวอาหาร กลืนน้ำลาย คุณจะได้ยินเสียงเหล่านี้ในหูของคุณโดยที่มีเบสเยอะผิดปรกติ นี่ล่ะครับคือปรากฏการณ์ ออคคลูชั่น เกิดจากการเอาวัตถุ อะไรสักอย่างไปอุดรูหูทั้งสองข้าง โดยเสียงทุ้มจากปรากฏการณ์นี้เกิดจากรูหูของเราที่มีการสั่นพ้องคลื่นเสียง ตลอดเวลาแล้วถูกต้านด้วยวัตถุครับ ซึ่งมันจะทุ้มจะบวมขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับชนิดและวัสดุวัตถุที่ไปอุดรูหูเช่น เอาโฟมอุดหูกับเอาจุกยางอุดหูก็จะได้เสียงเบสที่เกินออกมาที่ต่างกันทั้ง ความถี่และความดัง เชื่อหรือไม่ความถี่ต่ำตั้งแต่ 500Hz ลงไปเหล่านี้สามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 20dBขึ้นไปเลยทีเดียว การแก้ปัญหาทางกายภาพมีทางเดียวก็คือต้องดันวัตถุนั้นเข้าไปถึงจุดโค้งของรูหูให้ได้ซึ่งคงไม่มี IEM หรือจุกอุดหูที่สามารถมุดเข้าไปลึกได้ขนาดนั้นหรอกครับ
ทีนี้นักร้องมีปัญหากับ IEM ปรกติยังไง ก็คือไม่ได้ยินตัวเอาดีพอก็หลงเริ่มไปไม่เป็นยังไงล่ะครับ ถ้าคุณมี IEM อุด หูคุณอยู่แล้วร้องเพลง เสียงคุณที่อยู่ในรูหูคงต้องมีความถี่ต่ำล้นตรึมแน่นอน หากคุณบอกว่าไม่สนใจหรอก ก็เร่งเสียงร้องชดเชยเข้าไปในหูฟังสิคุณคงได้สูญเสียการได้ยินแน่นอนเพราะ คุณจะต้องเร่งถึง 20dB ขึ้นไปกว่าจะได้ยินได้ชัดว่าที่คุณร้องไปน่ะโน๊ตอะไร ถึงเป็นเหตุผลของการใช้ Custom IEMไงครับ
Custom Molded IEM จะ ต้องใช้แบบพิมพ์หูของคุณตั้งแต่ใบหูด้านนอกจนถึงจุดโค้งด้านในรูหูดังนั้น เมื่อประกอบออกมาเป็นตัวสำเร็จแล้วมันจะแหย่เข้าไปถึงจุดโค้งได้พอดีเด๊ะ ทีนี้เสียงเบสบวมๆก็จะหายไปในบัดดล 555+ คุ้มมั้ยวะเนี่ย
สำหรับคนที่งบน้อยก็ยังมีบริการจัดทำจุกยางแบบ Custom ที่เห็นอยู่ด้านบนคือพิมพ์หูแล้วเลือกใช้แต่ช่องหูของเราในการหล่อขึ้นรูปมาเป็นจุกสวม IEM ราคา ของการทำจุกชนิดนี้จะถูกมาตกประมาณพันกว่าๆเท่านั้น เพียงแต่อายุการใช้งานจะค่อนข้างสั้น หากใช้ติดต่อกันสักสองเดือนมันจะเริ่มเหลืองและความยืดหยุ่นจะหายไป กลายเป็นว่าต้องเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆล่ะครับ
 
Ambient Hole รูแห่งการสร้างอารมณ์
ก๊ากๆ อารมณ์นี้ไม่ได้แปลว่าอารมณ์สยิวนะครับ คือบรรดานักดนตรีที่ใช้ IEM มัก จะรู้สึกว่าขาดอารมณ์ร่วมกับผู้ชมเหลือเกินเพราะมันอุดหูไปหมดเลย มองเห็นเขากระโดดโลดเต้นตบไม้ตบมือแต่ไม่ได้ยินเสียง มันจะอนาถาไปหน่อยหรือเปล่า ?ผู้ผลิต Custom IEM เขาเลยต้องเอาใจลูกค้าที่กระเป๋าหนากันหน่อยโดยมีบริการเจาะรูเล็กๆตรงฝาด้านนอกเข้าไปถึงใน รูหูให้คุณด้วย ซึ่งไอ้รูนี้จะมีขนาดเล็กใหญ่มีฟิลเตอร์กันความถี่หรือไม่ก็แล้วแต่ เทคโนโลยีของผู้ผลิตแต่ละรายครับผมคงลงลึกมากกว่านี้ไม่ได้ บางเจ้ามีฟิลเตอร์ตัด ambient ให้ เหลือแต่เสียงกลางแหลม บางเจ้าก็ไม่ได้ใช้อะไรตัดเลยเอาเป็นว่าถ้าใครสนใจที่จะทำล่ะก็คุยกับผู้ ผลิตให้ดีก่อนเผื่อเขาจะทำตามออเดอร์ก็เป็นได้ (ราคาในการเจาะรูนี่ประมาณ 100$ จ้า)

 
Wired / Wireless?
เมื่อเราแนะนำ IEM แล้วมักจะมีคนถามบ่อยมากก็คือเอาแบบ Wired หรือ Wireless ดี หรือบางคนไม่ถามอะไรเลยแ ต่ถามว่า “Wireless ใส่ IEM มีตัวไหนดีๆบ้างพี่”ตูอยากจะบ้าเอ็งเป็นมือกลองเอ็งจะเอา Wireless ไป ทำจานดาวเทียมอะไรฟระ??? จะเอาแบบสายหรือแบบไม่มีสายก็ขึ้นอยู่กับสภาพงานที่คุณจะใช้นั้นแหละครับ ถ้างานของคุณจะต้องนั่งอยู่กับที่ซื้อ Wireless ไปเสียดายของเปล่าๆ
หลายผู้ผลิตเขามีตัวเลือกให้กับคุณอยู่แล้วว่าเอามีสายหรือไม่มีสายตัวอย่างเช่น SHURE PSM200 ที่มีทั้งแบบ Wired หรือ Wireless ให้เลือกเลย แบบมีสายก็เอาสัญญาณมาต่อก็เท่านั้น นอกจาก Wireless จะแพงกว่าเป็นเท่าตัวแล้วยังมีปัญหาเรื่องเสียงที่ถูกบีบอัดด้วยวงจร Compander อีก ยิ่งถ้าเป็น Wireless รุ่นถูกๆหน่อยเสียงยังกะวิทยุแร่ยังไงยังงั้น นี่ไม่รวมเรื่องเสถียรภาพของคลื่นวิทยุด้วยนะครับ ถ้าหากจะซื้อ Wireless IEM ใช้ คุณจะต้องมีเงินอย่างน้อยสักสามหมื่น (สำหรับซื้อของจากตัวแทนไทย) เพื่อซื้อรุ่นกลางพร้อมการรับประกันหลังการขาย แต่ถ้าเป็นแบบมีสายไม่ถึงหมื่นก็หาได้แล้วครับ คุณภาพเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้เลยล่ะ
เลือกใช้เมื่อจำเป็นต้องใช้เป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุดครับในเศรษฐกิจแบบนี้

ส่งท้าย
ไม่มีอะไรมากนอกจากขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อดทนอ่านบทความไร้สาระบทนี้ของผมครับ ทำงานราบรื่นมีรายได้อยู่กันอย่างพอเพียงทุกท่านครับ
ด้วยจิตคารวะ
โต ติงต๊อง -- Freelance Sound Engineer, อดีต คอลัมนิสต์ Total Sound Magazine และ เจ้าของเว็บนี้จร้า

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2011 เวลา 00:21 น.

บทความโดย โต ติงต๊อง

ความคิดเห็น :
1
อ้างอิง

ktm
 เยี่ยมมากเลยครับพี่ ผมชอบฟังเพลงและก็เล่นหูฟังอยู่ด้วยแต่ไม่ค่อยมีความรู้ด้านนี้เท่าไหร่ พยายามหาอ่านเอา(ไม่มีตังค์ไปเรียนซาวฯ) ขอบคุณพี่โต ติงต๊องมากๆครับที่นำเอาบทความดีมาให้ศึกษา
 
ktm [58.9.166.xxx] เมื่อ 17/09/2011 14:09
2
อ้างอิง

ต้นเต้น
 ผมพอทราบมาคร่าวๆ ครับ กับรายละเอียดที่พี่พิมพ์ไว้ ด้านบน ขอบคุณมากครับ พอดีผมพิมพ์ในกูเกิลหา คำว่า หูฟังแบบฟลูไซท์ กับ อินเอียร์แบบ 4 ไดรเวอร์ อันไหนน่าเล่นมากกว่ากัน หมายถึงการนั่ง นอน ยืนฟังบ้างบางครั้งแต่ไม่ถึงกับวิ่ง อันไหนจะให้เสียงที่... กว่ากันครับผม
 
ต้นเต้น [182.53.120.xxx] เมื่อ 1/11/2011 23:31
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :